วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

ศูนย์ AMTEC ม.อ.ภูเก็ต เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าอบรมหลักสูตรด้านมัลติมีเดีย


ศูนย์เทคโนโลยีแอมิเนชันและมัลติมีเดีย อม.ภูเก็ตเปิดอบรมหลังสูตรด้านมัลติมีเดียหลายหลักสูตรด้วยกัน เช่น หลักสูตรการอบรมถ่ายภาพ Art & composition วันที่ 27 พ.ค.55 อบรมการออกแบบโปรชัวร์ด้วย โปรแกรม Adobe ระหว่างวันที่ 11-15 มิ.ย.55 และอื่นๆอีกหลายรายการ
      
       สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีแอมิเนชั่น และมัลติมีเดีย อาคาร 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต (กะทู้) เบอร์โทรศัพท์ 0-7627-6470-1 และเบอร์มือถือ 08-3502-8526
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

ค่ายภาษาอังกฤษ มรภ.สงขลาปลุก “สาวขี้อาย” สู่ “สาวมั่น”

           การเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษ อาจทำได้หลากหลายวิธี แต่การทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นเรื่องสนุก น่าจะทำให้ผู้เรียนมีความสุขยิ่งกว่า ด้วยเหตุนี้ คณะครุศาสตร์ มรภ.สงขลา จึงหยิบยกเอาเกม มาใช้เป็นสื่อกลางในการพัฒนาภาษาอังกฤษของนักศึกษา
          เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 55 โปรแกรมวิชาการศึกษาพิเศษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) จัดโครงการค่ายภาษาสู่ประชาคมอาเซียน ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารสถาบันพัฒนาการศึกษาพิเศษ มรภ.สงขลา โดยได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์โปรแกรมวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในการเป็นวิทยากร และมีนักศึกษาที่เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก
            น.ส.อุไรลักษณ์ คำศรีระภาพ หรือ น้ององุ่น นักศึกษาปี ที่ 1 โปรแกรมวิชาการศึกษาพิเศษ คณะครุศาสตร์ กล่าวว่า หากต้องการเก่งภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น เราจะต้องหมั่นพัฒนาตนเองในเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น ขยันท่องคำศัพท์ เรียนรู้ในเรื่องของหลักไวยากรณ์ และที่สำคัญต้องกล้าที่จะพูดคุยสื่อสารกับชาวต่างชาติ เพราะยิ่งเรากล้าพูดคุย ก็ยิ่งทำให้เก่งภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ซึ่งในการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ตนรู้สึกสนุกสนานกับการทำกิจกรรม เพราะเป็นการเรียนภาษาอังกฤษผ่านการเล่นเกมส์ต่างๆ ที่ให้ทั้งความรู้และความสนุกสนาน
           ด้าน น.ส.ทิพย์ลดา ไชยภักดี หรือน้องเมย์ และ น.ส. จิราภรณ์ ด้ามทอง หรือ น้องกานต์ นัก ศึกษาปีที่ 1 โปรแกรมวิชาการศึกษาพิเศษ กล่าวถึงความรู้สึกในการร่วมโครงการว่า รู้สึกสนุกสนานเป็นอย่างมาก เพราะได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ในช่วงปิดเทอม และได้ยินเสียงหัวเราะที่มีความสุข ที่สำคัญไปกว่านั้นได้เล่นเกมที่ให้ความรู้ในด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหลักไวยากรณ์ คำศัพท์ การเรียงประโยค ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษให้กับตนเอง
            อีกทั้งยังได้ใกล้ชิดกับวิทยากรชาวต่างชาติ ซึ่งพูดคุยกับตนอย่างเป็นกันเอง ทำให้กล้าพูดคุยกับชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ตนรู้สึกกลัวและไม่กล้าพูดคุยกับชาวต่างชาติ เพราะกลัวพูดผิด แต่เมื่อได้สื่อสารกับชาวต่างชาติผ่านทางการเล่นเกม ความประหม่าก็ลดลง และมีความมั่นใจที่จะพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ต้องการจะพัฒนาความสามารถในด้านการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร หรือการเขียน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคต
          น.ส.สุนารี จันทร์อินทร์ หรือ น้องอาร์ นักศึกษาปีที่ 1 โปรแกรมวิชาการศึกษาพิเศษ ให้ความเห็นถึงโครงการดังกล่าวว่า โครงการนี้ส่งเสริมให้นักศึกษาได้พัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง โดยการพูดคุยและเล่นเกมส์ร่วมกับวิทยากรเจ้าของภาษา ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในการสนทนากับชาวต่างชาติ เนื่องจากในบางครั้งมีชาวต่างชาติมาขอความช่วยเหลือ เช่น ถามเส้นทาง สถานที่ แต่ตนไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ เพราะรู้สึกเขินอาย ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ แต่หลังจากได้เข้าร่วมโครงการนี้ ทำให้ตนมีความมั่นใจที่จะสนทนากับชาวต่างชาติมากขึ้น
           ในขณะที่ ผศ.วันทนีย์ บางเสน อาจารย์คณะครุศาสตร์ มรภ.สงขลา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อสารในสังคมทุกระดับ โปรแกรมวิชาการศึกษาพิเศษและคณะครุศาสตร์ จึงบรรจุรายวิชาภาษาอังกฤษไว้ในหลักสูตร แต่ส่วนใหญ่นักศึกษามีทักษะการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่นักศึกษาควรได้รับการฝึกและเตรียมทักษะด้านการสื่อสารในสถานการณ์จริง
      
       ทั้งนี้ก็เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การสื่อสารในประเทศกลุ่มประชาคมอา เซียน โปรแกรมวิชาการศึกษาพิเศษ จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ และมีเจตคติที่ดีในการใช้ภาษาอังกฤษ ตลอดจนมีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษามีความคุ้นเคย และเห็นถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ ดังนั้น โครงการค่ายภาษาสู่ประชาคมอาเซียน จึงเป็นก้าวแรกในการเตรียมความพร้อมนักศึกษา สำหรับการเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของประชาคมอาเซียน
           ภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยาก แค่กล้าที่จะพัฒนาตนเอง และสนุกไปกับการเรียนรู้ เอาชนะความกลัว ให้ได้ เพียงเท่านี้หนทางสู่ประชาคมอาเซียน ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สมาคมผู้บริหาร ร.ร.มัธยมแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาวิชาการ “มัธยมศึกษาสู่ประชาคมอาเซียน”

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทยจัดสัมมนาทางวิชาการมัธยมศึกษาสู่ประชาคมอาเซียนเชิญผู้บริหารสถานศึกษากว่า 2,000 คน เข้าร่วม รัฐมนตรีช่วยศึกษาเน้นผู้บริหารดึงความสามารถมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการ พัฒนานักเรียนในสถาบันให้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำปัญหาในสถานศึกษาที่น่าห่วงในขณะนี้คือปัญหาเรื่องยาเสพติด
      
       วันที่ 8 ก.พ.55 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการและประชุมสัมมนาวิชาการและประชุมใหญ่ สามัญประจำ 2554 “มัธยมศึกษาสู่ประชาคมอาเซียนซึ่งสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย จัดขึ้น โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ คณะผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมประมาณ 2,000 คน นอกจากนี้ยังมีนายเรวัต อารีรอบ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ และ นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมเป็นเกียรติด้วย
      
       พร้อมเป็นประธานมอบโล่แก่คณะกรรมการบริหารสมาคม 40 คน ผู้บริหารที่ให้การสนับสนุนกิจการของสมาคม จำนวน 2 คน ผู้บริหารที่ได้รับการคัดสรรเป็นผู้บริหารดีเด่น ประจำปี 2554 จำนวน 4 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 182 คน และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา 70 คน
      
       นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทยจัดให้มีการประชุมสัมมนา เพื่อตรียมการศึกษาสู่ประชาคมอาเซียน และชาวมัธยมศึกษามีความคาดหวังว่าการศึกษาของไทยจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาของ ประชาคมอาเซียน ตามนโยบายรัฐบาล และนำการศึกษาไทยทัดเทียมกับอารยประเทศ
      
       ขณะที่ นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษานั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีความพิเศษอยู่แล้ว ดังนั้น จะต้องดึงความพิเศษที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาบุคลากรและนัก เรียนในสถาบันการศึกษานั้นๆ เพื่อให้สามารถก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประกอบกับในปี 2558 เราก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมทุกด้าน และต้องมองไปถึงอนาคตด้วย โดยเฉพาะระบบการศึกษาของเพื่อนบ้าน ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับการศึกษา ของไทยเรา เพราะจะบอกว่าเพื่อให้ทัดเทียมกับอารยะประเทศนั้นคงไม่เพียงพอ แต่ควรจะต้องเหนือกว่าอารยประเทศ
      
       “นโยบายรัฐบาลในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ประกอบด้วย การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ เร่งนำสันติสุข และความปลอดภัยสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ และจัดหาคอมพิวเตอร์ นโยบายด้านการศึกษา ประกอบด้วย เร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสทางการศึกษา ปฎิรูปครู ยกฐานะให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง รวมทั้งจัดการศึกษาอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสาสนเทศเพื่อการศึกษา สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน
      
       นายศักดา กล่าวด้วยว่า ตนพร้อมที่จะดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ พร้อมรับฟังความคิดเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประโยชน์กับวงการการศึกษา เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการและขับเคลื่อนต่อ ไป นอกจากในการพัฒนาการศึกษาจะต้องมองเรื่องการพัฒนาอาชีพด้วย เพราะในอนาคตจะมุ่งไปสู่เรื่องอุตสาหกรรม หรือการเงินการบัญชี หรือท่องเที่ยว อย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ได้ แต่ต้องมองการพัฒนาสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับพืชอาหารและพลังงานด้วย
      
       เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยทรงมีพระราชดำรัส ว่า อีกประมาณ 40 ปี ข้างหน้าพลังงานน้ำมันเชื่อเพลิงจะหมดไป ดังนั้น ประเทศไทยเราซึ่งมีความได้เปรียบในเรื่องของสภาพอากาศ ซึ่งเหมาะกับการทำเกษตร ดังนั้น เราจะใช้ความได้เปรียบดังกล่าวมาทำให้เกิดประโยชน์อย่างไรได้บ้าง จำเป็นที่เราจะต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ซึ่งจะต้องเริ่มจากหลักสูตรในระดับชั้นมัธยมศึกษาที่จะต้องกำหนดเพื่อรองรับ สายอาชีพด้วย
      
       ประกอบกับเมื่อเราต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การแข่งขันต่างๆ ก็จะมีเพิ่มมากขึ้น เรื่องภาษาก็นับว่าสำคัญ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ หากเราไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เราก็จะด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ซึ่งไม่เฉพาะการพัฒนาเด็กนักเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงครูและบุคลากรการศึกษาที่เกี่ยวข้องด้วย โดยจัดคอร์สอบรมให้เป็นระยะๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการส่งบุคลากรเข้ามาช่วยเชื่อมต่อไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
      
       นายศักดา กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันปัญหาที่น่าห่วง คือ ยาเสพติดในสถานศึกษา ซึ่งหากจะไปตรวจทั้งหมดคงไม่ได้ แต่อาจจะใช้วิธีเข้าไปตรวจสอบในห้องสุขาของสถานบันการศึกษา หากพบมีความผิดปกติก็ให้สุ่มตรวจในแต่ละสถานศึกษาไป ซึ่งในเรื่องนี้คงทำฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตจัดงานครบรอบ 40 ปี

มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตจัดงานครบรอบ 40ปี มหาวิทยาลัยราชภัฎ ใต้ร่มพระบารมีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 84 พรรษา นำเสนอศักยภาพและการเป็นศูนย์กลางทางวิชาการของชุมชน
      
       
วันที่ 7 ธ.ค.54 ที่ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต นายวรวัจน์ เอื้อภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดงานและบรรยายพิเศษงานครบรอบ 40 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ใต้ร่มพระบารมีพร้อมทั้งมอบโล่เกียรติยศแก้ศิษย์เก่าดีเด่น และนักศึกษาดีเด่น รวมถึงอาจารย์ตันติพงษ์ เพชรไชยา นักกีฬาขว้างค้อนเหรียญทองซีเกมส์ โดยมีนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ดร.ประภา กาหยี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และนักศึกษาให้การต้อนรับ
      
       นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาจะต้องมองให้ไกล เพราะในอนาคตต้องมีการเปลี่ยนเกิดขึ้น รวมทั้งจะต้องมองให้ครอบคลุมถึงศักยภาพ ธรรมชาติธรรม ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และวัฒนธรรม โดยนำสิ่งเหล่านี้มาระดมสมองเพื่อที่จะกลั่นกรองออกมา เพราะการพัฒนาคนนั้นจะต้องให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นศักยาภาพของพื้นที่นั้น
      
       อย่างกรณีของภูเก็ตที่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แต่ตอนนี้ภูเก็ตยังขาดการบริหารจัดการที่ดีทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาภูเก็ตจะต้องมีการออกแบบใหม่ โดยการนำเรื่องของการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในจังหวัดภูเก็ตในการ พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกัน
      
       ด้าน ดร.ประภา กาหยี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ตได้ก่อตั้งมาเป็นเวลา 40 ปีแล้ว ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯ ได้จัดงานฉลองครบรอบ 40 ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้จัดกิจกรรมภายใต้ชื่องาน “40 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ใต้ร่มพระบารมีระหว่างวันที่ 4-8 ธ.ค. 2554 นี้ มีกิจกรรมเชิงวิชาการ เช่น การประชุมวิชาการนานาชาติ การนำเสนองานวิจัย นิทรรศการของคณะวิชาต่างๆ รวมไปถึงกิจกรรมที่เน้นความสามารถและทักษะเฉพาะด้าน เช่น การประกวดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ การจัดแสดงผลงานบาติกเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดภูเก็ต งานกาล่าดินเนอร์อันดามันหรรษา บาบ๋ารวมใจเทิดไท้องค์ราชัน เป็นต้น
      
       ดร.ประภากล่าวเพิ่มว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏจะพัฒนาศักยภาพให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์ประสานงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ของกระทรวง เพื่อให้ยุทธศาสตร์ของกระทรวงสามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยจะเป็นสถานศึกษาที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน เน้นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย มีความแข็งแกร่งด้านองค์ความรู้ เพื่อบ่มเพาะบัณฑิตให้สามารถก้าวออกไปเป็นพลเมืองดีและกำลังสำคัญของประเทศ ชาติต่อไป
      
       มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญต่อการก้าวสู่สังคมอาเซียนในปี 2558 ทั้งพัฒนาหลักสูตรที่เน้นให้นักศึกษาทำงานระหว่างเรียนและมีงานทำเมื่อ สำเร็จการศึกษา และมหาวิทยาลัยเน้นด้านการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งสาขาที่เกี่ยวข้องและการพัฒนาศูนย์ภาษาให้เป็นศูนย์ภาษานานาชาติ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของฝั่งอันดามันต่อไป
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เด็กสตรีภูเก็ตคว้ารางวัลโต้วาทีรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

โรงเรียนสตรีภูเก็ต ชนะเลิศการแข่งขันโต้วาที โครงการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีปี 2554 รับโล่ประธานพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ขณะที่ ผอ.รพ.วชิระภูเก็ต ระบุ ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเกิดจากหลายสาเหตุ พบเด็กอายุ 13-15 ปี เสี่ยงถูกล่อลวงสูง ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์              เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 25 พ.ย.54 ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานพิธีมอบรางวัลการแข่งขันโต้วาที ระดับมัธยมศึกษา ชิงโล่รางวัลจากพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โครงการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ปี 2554
      
       โดยมี พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นางสาวชวนชม จันทะวงษ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต นายประยูร หนูสุก วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นางสาวจีระนันท์ เจียมเจริญ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต นายแพทย์ เจษฎา จงไพบูลย์พัฒนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต รวมถึงคณะกรรมการ นักเรียน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม
      
       นายแพทย์ เจษฎา จงไพบูลย์พัฒนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า ด้วยวันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จึงได้ร่วมกับหน่วยงานสหวิชาชีพที่ให้ความช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว จัดให้มีกิจกรรมประจำปี 2554 ซึ่งเป็นการแข่งขันโต้วาทีระดับมัธยมศึกษา ชิงโล่ประธานพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
      
       โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนที่อยู่ในวัยเสี่ยง มีจิตสำนึกในการรู้จักตนเอง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เห็นคุณค่าความสำคัญของเพศตรงข้าม และส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างชายหญิง
      
       นอกจากนี้ มีการประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนมีความเข้าใจในกระบวนการช่วยเหลือเด็ก และสตรีที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรง และสามารถให้ความช่วยเหลือตามบทบาทของตนเองได้ซึ่งผลการแข่งขัน ปรากฏว่า นักเรียนจากโรงเรียนสตรีภูเก็ต คว้ารางวัลชนะเลิศไปครองจากการโต้วาทีในหัวข้อสังคมไทยยุคใหม่ ทำให้ก้าวหน้า มากกว่า นำพาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ส่วนรางวัลรองชนะเลิศเป็นของโรงเรียนเมืองถลาง
      
       นายแพทย์ เจษฎา ยังได้กล่าวถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ด้วยว่า ปัจจุบันเป็นปัญหาทางสังคมที่พบบ่อย และทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการศึกษาพบว่ามีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และการอบรมเลี้ยงดู การใช้สุราและสารเสพติด วัฒนธรรมความเชื่อตลอดจนความไม่เท่าเทียมกันในสังคมของผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว
      
       โดยเฉพาะเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ จากข้อมูลของศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตซึ่ง มีบทบาทหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ดูแล เด็ก และสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงพบว่าในปีงบประมาณ 2552-2553 ที่ผ่านมา เด็กอายุเฉลี่ยระหว่าง 13-15 ปี มีความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และถูกล่อลวงมากที่สุด รวมถึงเด็กที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เฉลี่ยอายุ ระหว่าง 16-18 ปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเยาวชน ครอบครัว ชุมชนและสังคม
      
       “สิ่งที่สำคัญในการป้องกันแก้ไข และยุติปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว คือ การสร้างจิตสำนึก และความตระหนัก ให้ความสำคัญของความเสมอภาคระหว่างชายหญิง เห็นคุณค่า และความสำคัญของเพศตรงข้าม รวมถึงการเสริมสร้างทักษะการป้องกันดูแลตนเอง ให้สามารถรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของการถูกกระทำรุนแรง และการถูกคุกคามทางเพศ รวมทั้งไม่เป็นผู้กระทำด้วยความรุนแรงกับผู้อื่นนายแพทย์ เจษฎา กล่าว
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์